รอย คีน

ไม่กี่วันก่อนมีสื่อบางสำนักจุดประเด็นเรื่อง รอย คีน ควรคัมแบ็ก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้ง

ไม่ใช่ในฐานะผู้จัดการทีม แต่เป็นผู้ช่วยมาแบ่งเบาภาระของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ให้ทำงานโล่งๆหน่อย

จากนั้นแฟนผีบางคนโพสต์ลงโซเชี่ยลว่า ถ้าได้ คีน มาจริง จะเป็นการเซ็นสัญญาแห่งฤดูกาลของปีศาจแดงเลยทีเดียว

จริงๆสาวกหลายคนรู้ดีว่า คีโน่ จากทีมไปในปี 2005 พร้อมทั้งรอยร้าวที่ไม่ง่ายจะทำให้กลับมาสมานแผลสนิทเหมือนอย่างเคย

เขาขัดแย้งกับ คาร์ลอส เคยรอช ซึ่งเป็นผู้ช่วยกุนซือในเวลานั้น รวมถึงไม่ลงรอยกับเพื่อนบางคน เพราะออกมาโจมตีออกสื่ออย่างไม่เกรงใจหรือนึกถึงความสัมพันธ์

แต่หนักสุดคือไปงัดข้อวัดพลังกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เจ้านายที่ได้ขึ้นชื่อว่าทรงอิทธิพลมากในสโมสร

หลังจาก คีน คลั่งจัดราวกับม้าพยศไม่ยอมลดราวาศอกง่ายๆ เฟอร์กี้ จึงจัดการขั้นเด็ดขาด ต่อสายหา เดวิด กิลล์ หัวหน้าผู้บริหารให้รีบปล่อยตัวทันที ไม่ต้องรีรออะไรทั้งสิ้น

เขาคืนปลอกแขนกัปตันทีม แมนฯยูไนเต็ด ก่อนย้ายไปเล่นกับ กลาสโกว์ เซลติก หนึ่งในทีมเชียร์สมัยยังเด็ก แต่ลงในลีกไปเพียงแค่ 10 นัดเท่านั้น แล้วตัดสินใจแขวนสตั๊ดเมื่อฤดูร้อนปี 2006

อย่างหนึ่งสะท้อนถึงสายตาอันแหลมคม รวมถึงการประเมินที่แม่นยำของ เฟอร์กี้ ซึ่งเคยพูดเอาไว้ว่า ช่วงหลังสภาพร่างกายของ คีน ทรุดลงไปมาก ไม่พร้อมจะเล่นในบทบาทเดิมๆ แต่เมื่อบอกไปแล้วก็ไม่เคยเชื่อฟังเลย ดึงดันตามวิถีตัวเอง

กระทั่งสถานการณ์สุกงอม ทุกอย่างก็ระเบิดออกมา กลายเป็นขัดแย้งอย่างที่เห็นกัน

ภายหลัง คีน มีหนังสือเล่าเรื่องราวอีกด้านของชีวิตนักเตะที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนชื่อ The second half หรือ “ครึ่งเวลาหลัง” จงใจโจมตี แมนฯยูไนเต็ดและอดีตเจ้านายอย่างชัดเจน

เหมือนเขาต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น — ไม่ต้องกลับมาคืนดีกันอีกชาตินี้!

——————-

“เขาไม่ใช่คนอบอุ่นใจดีหรอกนะ อย่าคิดแบบนั้นเลย เวลาเขาทำอะไรมักจะมีสาเหตุเสมอ เพราะงั้นเวลาเขามาทำดีด้วย ผมต้องนึกในใจไว้ก่อนเลยว่า ต้องมีอะไรแน่ๆ”

“แต่นั่นเป็นข้อดีของการเป็นผู้จัดการทีมนะ เพราะยูไนเต็ดเป็นสโมสรใหญ่ ความเย็นชากับแทบทุกคนของเขานี่แหละ ที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง”

บางท่อนบางตอนที่ คีน พูดถึง เฟอร์กี้ ไว้ในหนังสือของตัวเอง

อาจจะไม่ใช่เป็นการต่อว่าตำหนิโดยตรง กระนั้นเราพอจะบอกได้ว่าเขาใช้วิธี “แอบด่า”

คีน พยายามโน้มน้าวให้คนอ่านเห็นว่า อดีตบอสไม่ได้มีความจริงใจอะไรหรอก ทุกอย่างทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ในวันที่นักเตะคนไหนฟอร์มดี อยู่ในกรอบระเบียบ ไม่ล้ำเส้น ก็ย่อมได้รับเสียงชื่นชมเป็นธรรมดา

หรือว่าหากต้องการให้ลูกทีมทุ่มเทสู้เต็มที่ ก็มักจะมีวาทะศิลป์เพื่อปลุกกระตุ้นในแง่จิตวิทยา

ตอน คีน เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม ซันเดอร์แลนด์ และได้มีโอกาสยกพลไปเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาเชื่อว่าหลังจบเกมจะได้ชนแก้วไวน์ตามธรรมเนียมกับ เฟอร์กี้

เพราะปกติแล้วนิสัยอย่างหนึ่งของเจ้านาย เวลาเป็นเจ้าบ้านมักจะเชื้อเชิญผู้จัดการทีมอีกฝั่ง มาร่วมดื่มเสมอ ถือเป็นการกระชับมิตรสัมพันธ์ด้วยไวน์ดีๆสักจอก

แต่นัดนั้นเมื่อเกมจบลง ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณเตือนอะไรจาก เฟอร์กี้ ทั้งสิ้น ก่อน คีน จะต้องกลับไปด้วยความผิดหวัง คิดว่าเจ้านายจะชวนไสแก้วไวน์ชนกัน สนทนาสั้นๆเพื่อรื้อฟื้อความสัมพันธ์ไปในตัว

2-3 วันต่อมา เฟอร์กี้ โทรมาขอโทษ โดยอ้างว่ารอนานเกินไปไม่ไหว เลยยกเลิกการดื่มซะ คีน รับฟังเสียงตามสาย แต่ในใจนั้นไม่ได้เชื่อเลยสักนิด เพราะเขารู้จักชายผู้นี้ดีพอ

แน่นอนเมื่อหนังสือ The second half วางแผงเรียบร้อยออกสู่สายตาสาธารณะ ไม่ได้มีการโต้ตอบกลับมาจาก เฟอร์กี้ ซึ่งเราพอจะประเมินได้ว่าน่าจะเป็นความจริงอยู่บ้าง

แต่ความจริงบางอย่างก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะก่อนจะตัดสินใจรับตำแหน่งกุนซือแมวดำ คีน ชั่งใจหนักมาก ไม่รู้จะปรึกษาใคร ก่อนยกหูหาอดีตเจ้านาย แล้วก็ได้คำตอบว่า อย่ามัวรีรอโอกาสอย่างนี้ไม่มาบ่อยให้รีบตะครุบซะ

อย่างน้อย คีน ก็รู้ดีว่า เรื่องบางเรื่องควรจะคุยกับใคร

———————

ไม่ใช่แค่ เฟอร์กี้ เท่านั้น มีอีกหลายคนที่โดนหางเลขเป็นเหยื่อในหนังสืออัตชีวประวัติเล่มนี้ด้วย

เป็นที่รู้กันว่า คีน เหม็นขี้หน้า คาร์ลอส เคยรอช มือขวาของเจ้านายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อตอนปีกหักกลับมาจาก เรอัล มาดริด หวนคืนสู่เก้าอี้ผู้ช่วยอีกรอบ

เขามองว่า เคยรอช ไม่จริงใจและไม่เคยไว้ใจอีกเลย อีกทั้งความเกลียดชังหมั่นไส้ทวีกว่าเดิมก็ตรง เฟอร์กี้ มักจะไว้เนื้อเชื่อใจผู้ช่วยคนนี้มากๆ

ว่ากันว่าก่อน เคยรอช จะรีเทิร์นนั้น เวลาต้องการคำปรึกษาอะไรส่วนใหญ่แล้ว เฟอร์กูสัน จะคุยกับ คีน นี่แหล่ะ บางทีเรียกเข้ามาเมาท์กันในห้องเลยทีเดียว

แต่พอ เคยรอช มาแล้วอาจทำให้ คีน รู้สึกว่าด้อยค่าลงไป เลยหงุดหงิดถึงขั้นปะฉะดะดับเครื่องชนอย่างไม่ต้องเกรงใจหัวโขนกันเลย

“นายไม่ต้องมาพูดเรื่องภักดีสโมสรกับฉันเด็ดขาด ไม่ต้องมาตั้งคำถามเรื่องนี้ นึกดูให้ดีทั้งยูเวนตุสและบาเยิร์น มิวนิค เคยอยากได้ฉันไปร่วมทีมแค่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”

นี่คือประโยคที่ คีน เคยตะคอกใส่หน้า เคยรอช อย่างไม่เกรงบารมี ในวันที่หัวเสียมากๆ เมื่อมีการหยิบยกความซื่อสัตย์กับสโมสรขึ้นมา โดยเฉพาะถูกกล่าวหาว่าที่ป่วนทีมนี่ เพราะตั้งใจอยากจะย้ายหนี

แน่นอนความซื่อสัตย์ คีน มีเต็มเปี่ยมและยังกระทบชิ่งไปยัง เคยรอช ซึ่งเคยเผ่นไปคุม เรอัล มาดริด ด้วย ชัดเจนเลยว่าเรื่องนี้ใครเหนือกว่ากัน

แต่พฤติกรรมอย่างนี้มันไม่เหมาะสมมากๆ ในฐานะกัปตันทีม เขาควรแสดงความเคารพต่อผู้ช่วยผู้จัดการทีม ที่มีอำนาจมากกว่าและวัยวุฒิสูงกว่า อีกทั้งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้เล่นคนอื่นอีก

คีน ไม่ผิดเรื่องภักดี แต่ผิดที่ปีนเกลียวไม่รู้อาวุโส

——————

ยังมีแก๊งนักเตะคลาส ออฟ 92 อีกที่สร้างความหมั่นไส้ให้ คีน โดยเขาระบุด้วยว่า ที่พูดกันมาอย่างโน้นอย่างนี้ไม่จริงทั้งหมดหรอก

พอล สโคลส์ นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนคิด สุภาพถ่อมตนอย่าไปเชื่อหมด ถ้ารู้จักด้านมืดมากกว่านี้ อาจจะเปลี่ยนใจ

แล้วนักเตะคนอื่นที่ไม่ได้โตมาจากเยาวชนรุ่นเดียวกัน ก็มีวินัยเหมือนกันหมดแหล่ะ ไม่อย่างนั้นสโมสรแห่งนี้จะประสบความสำเร็จมากมายหรือ

นอกจากนี้ คีน ยังยืนกรานว่าที่ออกมาขอโทษภายหลัง เขาสำนึกผิดเพราะการกระทำที่ไม่เหมาะสมบางอย่างเท่านั้นเอง พร้อมสำทับว่าไม่น่าออกมาขอโทษเลยจริงๆ

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ย่อมตอกย้ำว่า คีน ไม่ต้องการปลุกความสัมพันธ์ที่ดีกับ แมนฯยูไนเต็ด อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ เฟอร์กี้ ยังวนเวียนอยู่ในสโมสร

ในเกมนัดพิเศษ “เทรเบิ้ล รียูเนี่ยน” ซึ่งอดีตผู้เล่นปีศาจแดงชุดยิ่งใหญ่ปี 1999 หวดกับเสือเก๋าบาเยิร์น มิวนิค ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ปรากฎว่าไร้เงา คีน มาร่วมงานด้วย แค่นี้ก็น่าจะพอเข้าใจได้แล้ว

ใครที่อยากเห็นความเฮี้ยบเด็ดขาดของ คีน จะเข้ามาช่วยกำราบพวกเด็กแตกแถว หลงตัวเองอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด , ปอล ป็อกบา หรือ มาร์คัส แรชฟอร์ด เอาเป็นว่าล้มเลิกได้เลย

แล้วหาก แมนฯยูไนเต็ด มีผู้ช่วยกุนซือชื่อ รอย คีน และมีผู้จัดการทีมคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ลองมโนถึงสิ่งที่จะตามมาดูเอาแล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

แม้กระทั่งตอนเจตนาย่ำใส่ อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์ อย่างน่าเกลียด เขายังประกาศเลยว่าไม่เคยเสียใจกับการกระทำนั้นจนทุกวันนี้

ความอาฆาตของ คีน มันสุมอกเขาอยู่ ไฟที่ว่าไม่มีทางดับมอดลงง่ายๆ ระหว่างเขากับ แมนฯยูไนเต็ด จึงเป็นได้แค่อดีตเท่านั้น

ต่อให้ยังมีความทรงจำที่ดีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่ามันไม่อาจลบความแค้นในจิตใจได้เลย